Mingkwan Tanchotikul

คีลอยด์เกิดจากอะไร เข้าคลินิกแล้วจะรักษายังไงบ้าง

คีลอยด์เกิดจากอะไร เข้าคลินิกแล้วจะรักษายังไงบ้าง

  คีลอยด์จัดเป็นแผลเป็นประเภทนึงที่มีขนาดใหญ่และสร้างความไม่สบายใจ(และสบายตา)เป็นอย่างมาก และคำถามที่หมอเจอบ่อยมากในคลินิกก็คือจะรู้ได้อย่างไรว่าแผลเป็นนี้เป็นแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ แล้วมันเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาอย่างไรกันบ้าง เรามาดูรายละเอียดกันค่ะ

รักษา คีลอยด์

เคสรีวิวรักษาคีลอยด์/แผลเป็นนูน
ด้วยเลเซอร์และยา ลด 50%

คีลอยด์ (Keloids) คืออะไร?

  แผลเป็นนูนที่เกิดจากการซ่อมแซมอย่างผิดปกติทำให้มีขนาดใหญ่นูนกว่ารอยแผลเดิมกว่า อาจเกิดภายหลังเกิดหลังเกิดแผลทันทีหรืออาจเกิดเมื่อแผลหายดีแล้ว

คีลอยด์มีลักษณะอย่างไร?

  • ก้อนแผลเป็นนูนอาจเป็นก้อนหรือเป็นขีดหนาตามลักษณะของแผลเดิม ขยายขนาดได้เรื่อยๆ
  • มีสีแดง น้ำตาลหรือม่วงเข้ม
  • เวลาจับจะแข็งๆแน่นๆคล้ายยางลบ
  • โดยจะมีขนาดใหญ่กว่ารอยแผลเดิมมาก
  • อาจมีอาการคัน เจ็บๆ แสบๆ ร่วมด้วย

คีลอยด์เกิดตำแหน่งไหน?

  สามารถเกิดได้ทุกตำแหน่งที่เกิดการบาดเจ็บของผิว ไม่ว่าจะเป็นการเจาะหู รอยเกา รอยถลอก รอยแผลสิว รอยผ่าตัด แผลอีสุกอีใส

ทำไมถึงเกิดคีลอยด์?

  • เชื่อว่าเกิดจากกรรมพันธุ์ ถ้าพ่อแม่เป็น ลูกมีโอกาสเป็น
  • จากการศึกษาพบว่าเกิดในคนที่ผิวเข้มมากกว่าคนผิวขาว โดยคนแอฟริกา คนเอเชีย คนลาตินพบว่าเกิดคีลอยด์มากกว่าฝรั่งขาวหรือคอเคเซียน

คีลอยด์อันตรายหรือไม่?

  ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ปกติเราจะรักษาด้วยสาเหตุเรื่องของความสวยงามหรือมีอาการเจ็บแสบคัน

จะรู้ได้อย่างไรว่า เราเป็นแผลคีลอยด์ได้ง่ายหรือไม่?

  • ดูจากแผลปลูกฝี BCG ตอนทารกที่ต้นแขน
  • ประวัติคนในครอบครัว มีคีลอยด์ง่าย

เราสามารถป้องกันการเกิดคีลอยด์ได้อย่างไร?

  • ผู้ที่เกิดคีลอยด์ง่าย ควรระวังการเกิดแผลเพราะมีโอกาสที่แม้แต่การเจาะหูก็อาจได้ตุ้มหูคีลอยด์แถมมา
  • ใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้หลังจากเกิดแผล แต่ผลที่ได้ก็ไม่แน่นอน

คีลอยด์หายเองได้หรือไม่?

  คีลอยด์ไม่สามารถยุบลงเองได้ ต้องทำการรักษา

คลินิก รักษา คีลอยด์

เคสรีวิวรักษาคีลอยด์/แผลเป็นนูน
ด้วยเลเซอร์และยา ลด 50%

คีลอยด์รักษาอย่างไร?

  การรักษามีหลายวิธีขึ้นกับขนาดและตำแหน่งเช่นการฉีดยาให้คีลอยด์ยุบ การใช้เลเซอร์หรือความเย็นจี้ออก การใช้เลเซอร์ลดความแดง การผ่าตัดเอาก้อนคีลอยด์ออก การใช้แผ่นแปะกดก้อนคีลอยด์ไว้ แต่ไม่ว่าเป็นการรักษาแบบไหนก็มีโอกาสที่คีลอยด์จะกลับมาเป็นซ้ำ หลังรักษาตัวหมอเองจะแนะนำให้คนไข้ใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้เสมอ

การฉีดยารักษาคีลอยด์ทำอย่างไร? ต้องทำกี่ครั้ง?

  ตัวยาที่ใช้หลักในการฉีดคือคอร์ติโคสเตียรอยด์ เป็นการรักษาตามมาตรฐานที่ปลอดภัยและไม่เจ็บมาก โดยแพทย์จะเป็นผู้ฉีดตัวยาเข้าไปในก้อนคีลอยด์ ทำเดือนละ 1 ครั้งต่อเนื่องไปเรื่อยจนกระทั่งคนไข้พอใจ

การผ่าคีลอยด์ออกทำอย่างไร? เจ็บแต่จบหรือไม่?

  คือการตัดก้อนคีลอยด์ออกแล้วเย็บขอบแผลมาชนกัน เป็นหนึ่งในวิธีรักษาคีลอยด์ แต่ก็ถือว่ามีความเสี่ยงเพราะการผ่าตัดก็ทำให้ผิวเกิดการบาดเจ็บ มีโอกาสที่คีลอยด์จะกลับมาเป็นซ้ำ ดังนั้นหลังทำแพทย์จะใช้วิธีอื่นร่วมด้วยเช่นการฉีดยาหรือการกดด้วยแผ่นซิลิโคน

คีลอยด์เมื่อรักษาแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่?

  คีลอยด์ถือเป็นโรคที่รักษายาก เมื่อรักษาไปแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำถึง 50%

แผลนูนทุกชนิดคือคีลอยด์หรือไม่?

ไม่ใช่ แผลเป็นนูนจะมีอยู่ 2 ชนิดคือ
  1. แผลเป็นนูนเกิน (Hypertrophic scar)
  2. คีลอยด์ (Keloid)
แผลเป็นนูน คีลอยด์ เกิดจาก

แผลนูนเกิน (Hypertrophic scar) ต่างจากแผลคีลอยด์ (Keloid)อย่างไร?

ความต่างคือ
  • แผลนูนเกิน เกิดได้กับทุกคน มักเกิดในบริเวณที่มีความตึงมาก ขนาดไม่ใหญ่กว่าแผลเดิม สูงไม่เกิน 4 มิลลิเมตร แผลมีสีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อน หายเองได้ภายใน 6 เดือนถึง 3 ปี
  • แผลคีลอยด์มีกรรมพันธุ์มาเกี่ยวข้อง เกิดได้ทุกที่ที่ผิวบาดเจ็บ ขนาดใหญ่กว่าแผลเดิมมาก ขยายขนาดได้เรื่อยๆ ก้อนแข็งคล้ายยางลบ มีสีแดง น้ำตาลหรือม่วง ไม่หายเอง

รักษาคีลอยด์
ที่มิ่งขวัญคลินิก

คีลอยด์เกิดจากอะไร เข้าคลินิกแล้วจะรักษายังไงบ้าง Read More »

หลุมสิว รู้จักวิธีป้องกันและรักษาก่อนเข้าคลินิกกัน

หลุมสิว รู้จักวิธีป้องกันและรักษาก่อนเข้าคลินิกกัน

  หลุมสิว หน้าปรุเป็นปัญหาน่าหนักใจ รักษายาก ไหนจะต้องทำเข้าคลินิกเพื่อเลเซอร์แถมต้องใช้เวลารักษานานอีก ทำให้ผู้มีปัญหาหมดความมั่นใจไปมาก บทความนี้หมอเขียนขึ้นมาเพื่อให้คนไข้เข้าใจว่าหลุมสิวคืออะไร เกิดได้อย่างไร มีกี่ประเภท ป้องกันและรักษาอย่างไรค่ะ

หน้ามันเกิดจากสาเหตุอะไร?

  เป็นรอยแผลเป็นชนิดหนึ่งที่เกิดการบุ๋มลงไปของผิว ทำให้ผิวเป็นรู ดูปรุ ไม่เรียบเนียน

หลุมสิวเกิดจากอะไร?

  • เกิดจากการอักเสบของผิว ทำให้เกิดการทำลายของผิวตั้งแต่ผิวด้านบนถึงไขมันใต้ผิว เมื่อมีการซ่อมแซมจนแผลสมานหายดีแล้ว ไม่สามารถเติมเต็มเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายได้ ทำให้ผิวบุ๋มลงไป รวมถึงยังกระตุ้นให้มีการสร้างผังผืดมายึดใต้ผิว ดึงหลุมสิวให้ลึกลงไปอีก
  • ความลึกและขนาดขึ้นกับความรุนแรงของการอักเสบ

หลุมสิวมีกี่ประเภท?

  แบ่งได้ 3 ชนิดคือ หลุมแบบคลื่น หลุมกล่อง หลุมจิก

หลุมสิว สาเหตุ ประเภท
  1. หลุมคลื่น (Rolling scar) ลักษณะคล้ายคลื่น ขอบหลุมไม่คม โค้งคล้ายกระทะ(ขนาดประมาณ4-5 มิลลิเมตร) เกิดจากการที่แผลมีผังผืดมาดึงรั้ง
  2. หลุมกล่อง (Boxcar scar) ลักษณะคล้ายกล่อง ปากกว้าง(ขนาดประมาณ 1.5-4 มิลลิเมตร) ก้นแผลกว้าง ขอบหลุมจะคมชัด เป็นแผลที่เกิดในอีสุกอีใสหรือสิว
  3. หลุมจิก( Ice pick scar) ลักษณะเป็นหลุมปากแคบ(ไม่เกิน 2 มิลลิเมตร) ก้นแผลแหลม คล้ายรูปกรวย มีการทำลายไปถึงชั้นหนังแท้ เป็นชนิดที่ลึกสุดและรักษายากสุด

ดูรูปรีวิว
รักษาหลุมสิวเพิ่มเติม

สิวแบบไหนทำให้เกิดหลุมสิว?

  • สิวที่มีการอักเสบทุกชนิดทำให้เกิดหลุมสิวได้ เช่น
    • สิวอักเสบตุ่มแดง (Papule acne) สิวอักเสบขนาดเล็ก มีการแดงรอบรูขุมขน ยังไม่เป็นก้อนหรือไต
    • สิวหัวหนอง (Pustule acne) สิวที่เป็นตุ่มหนอง
    • สิวเป็นไตๆ (Nodule acne) สิวที่จับแล้วเป็นไตๆ แข็ง
    • สิวหัวช้าง (Cystic acne) จับแล้วนิ่มๆ ถ้าเจาะจะเป็นหนองปนเลือด
  • ยิ่งความรุนแรงมาก เป็นหนองมาก ยิ่งมีโอกาสเกิดหลุมรุนแรง

กลไกที่ทำให้สิวอักเสบคืออะไร?

สิว สาเหตุ กลไก
  • เริ่มจากต่อมไขมันขับน้ำมันออกมา หากมีการขับหรือระบายน้ำมันไม่ทัน จะเกิดการค้างหรือสะสมน้ำมันในรูขุมขน
  • น้ำมันที่ผลิตออกมาออกมายังกระตุ้นให้เซลล์บริเวณรูเปิดรูขุมขนสร้างขี้ไคลมากกว่าปกติ ทำให้รูขุมขนถูกปิด ส่งผลให้เกิดการสะสมน้ำมันในรูขุมขนมากขึ้นกว่าเดิม
  • เมื่อเกิดการปิดของรูขุมขน จะเกิดภาวะไร้ออกซิเจน ทำให้เชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes เพิ่มจำนวนมากขึ้น เนื่องจาก Cutibacterium acnes เป็นแบคทีเรียที่ไม่ต้องการออกซิเจนหรือanaerobes แบคทีเรียตัวนี้จะปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสลายไขมัน เพิ่มปริมาณสารกระตุ้นอักเสบ ส่งผลให้มีการอักเสบตามมา
  • การอักเสบเป็นกลไกที่ร่างกายพยายามทำลายสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรค โดยเม็ดเลือดขาวหลายชนิดจะพยายามมาล้อมหัวสิวไว้ แล้วปล่อยเอมไซม์เพื่อย่อย และกินหัวสิว เอนไซม์ที่ปล่อยออกมานอกจากช่วยกำจัดหัวสิวและเชื้อแบคทีเรียแล้ว ยังทำลายผิวส่วนที่ดีด้วย ทำให้เกิดหลุมสิวตามมาได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าสิวอักเสบหรือไม่?

  ดูง่ายๆ คือ มีอาการปวด บวม แดง ร้อน เป็นหนอง

สิวไม่อักเสบเช่นสิวหัวดำ สิวหัวขาวไม่ทำให้เกิดหลุมใช่หรือไม่?

  ใช่ ถ้าสิวไม่อักเสบจะไม่ทำให้เกิดหลุมสิว

เราจะป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิว หน้าปรุได้อย่างไร?

  • เริ่มตั้งแต่วัยรุ่น ให้รีบรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มเป็นสิว ไม่ควรปล่อยให้สิวเรื้อรัง เป็นความเข้าใจที่ผิดที่มองว่าสิวในวัยรุ่นเป็นเรื่องเล็ก เดี๋ยวโตขึ้นก็ดีเองเพราะปัญหาสิว หลุมสิวเป็นปัญหาที่ส่งผลถึงความมั่นใจระยะยาว
  • ไม่ควรจิก แกะ บีบสิวเอง
    • การจิก แกะ บีบสิวเองอย่างไม่ถูกวิธี ถ้าสิวออกไม่หมดจะทำให้ปัญหาสิวลุกลามยิ่งขึ้น จากสิวไม่อักเสบกลายเป็นอักเสบกินเนื้อ
  • ถ้าเป็นผู้มีปัญหาสิวเรื้อรัง เมื่อรักษาสิวหายแล้ว ควรทายาสิวต่อเนื่องเพื่อป้องกันและผลัดหัวสิวออกลดโอกาสการเกิดสิวอักเสบ
  • ควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพผิว ไม่เอาหน้าเป็นที่ลองเครื่องสำอางตามกระแส
รักษา แผลเป็นบุ๋ม แผลหลุม

หากเกิดหลุมสิวแล้ว รักษาอย่างไร?

  1. การทาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอล วิตามินซีซึ่งมีงานวิจัยว่าช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
  2. การใช้ยาทา Tretinoin ที่มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและผลัดเซลล์ผิว รวมถึงยังช่วยรักษาสิว
  3. การลอกผิวด้วยกรดหรือการแต้มกรด เป็นการผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดเข้มข้น ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  4. การทำเลเซอร์หรือคลื่นวิทยุเพื่อปลูกผิวใหม่
    • ปัจจุบันจะใช้หลักการ Fractional เป็นการลอกผิวส่วนที่ต้องการรักษาออกเพียง 10-25% โดยใช้เลเซอร์หรือคลื่นวิทยุ โดยจะมีพื้นที่ลอกจะสลับกับผิวที่ไม่ถูกลอก ซึ่งจะต่างจากการลอกแบบ conventional ที่ลอกผิวออกทั้งหมด
    • ข้อดีของระบบ Fractional คือผิวที่ไม่ถูกลอกจะช่วยกระตุ้นให้การซ่อมแผลไวขึ้น ลดระยะพักหน้า ลดผลข้างเคียงเรื่องภาวะดำหรือด่างหลังเลเซอร์
  5. การทำ Micro-needling หรือการกระตุ้นรูขุมขนด้วยเข็ม เป็นการทำให้ผิวเกิดรูเล็กๆ ทั่วบริเวณรักษา เมื่อผิวเกิดแผลก็จะทำให้เกิดการซ่อมแซมผิวตามมา จะช่วยให้หลุมสิวดูตื้น ผิวเรียบเนียนขึ้น
  6. การฉีดสารเติมเต็มใต้ผิว เป็นการเติมสารที่ช่วยเติม volume ส่วนที่หายไปให้เต็มได้แก่ ไฮยาลูโลนิกเอซิด, ไขมัน
  7. การตัดผังผืดใต้ผิว (Subcision) เป็นการตัดผังผืดที่ดึงรั้งผิวออก ทำให้แผลยกตัวได้ดีขึ้น โดยใช้เข็มในการกวาดหรือตัดผังผืดหรือใช้ลมที่อัดความเร็วแรงในการตัด แต่วิธีตัดมาตรฐานคือการตัดด้วยเข็ม Nakor ซึ่งเป็นเข็มชนิดพิเศษที่ออกแบบมาพิเศษให้ตัดผังผืดโดยเฉพาะ
  8. การผ่าตัดแผลเป็นออก

การรักษาหลุมสิวต้องทำกี่ครั้ง?

  ขึ้นกับความรุนแรงและความพอใจของคนไข้

รักษาหลุมทุกชั้นผิว
เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

ที่มิ่งขวัญคลินิกเรารักษาหลุมสิวด้วยวิธีใด?

รักษาด้วยการ Combined technique เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เพราะปัญหาหลุมสิวเกิดได้จากผิวทุกชั้นโดยใช้
  • Double lasers and subcisions เป็นการรักษาหลุมสิวทุกชั้นผิวโดยใช้เลเซอร์ 2 ชนิดรักษาผิวชั้นบนและการตัดพังผืดหลุมสิวด้วยเครื่องมือพิเศษ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการรักษาหลุมสิว
  • Fractional CO2 Laser ซึ่งเป็น Gold standard ในการรักษาหลุมสิว เพื่อกระตุ้นผิวด้านบนให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้รูขุมขนหลุมสิวผิวดูละเอียด เรียบเนียน
  • TCA cross เป็นการรักษาหลุมแบบจิกที่ลึกลงไปถึงผิวชั้นลึก เป็นการกระตุ้นลงไปที่ก้นของหลุมโดยตรง

หลุมสิว รู้จักวิธีป้องกันและรักษาก่อนเข้าคลินิกกัน Read More »

แผลเป็นรักษาอย่างไรดี เกิดจากอะไร และป้องกันได้ยังไง

แผลเป็นรักษาอย่างไรดี เกิดจากอะไร และป้องกันได้ยังไง

  บทความนี้หมอเขียนขึ้นเพื่ออธิบายสาเหตุของการเกิดแผลเป็น แผลเป็นมีกี่แบบ แผลนูน คีลอยด์ หลุมสิว ผิวแตกรักษาได้อย่างไร แผลเป็นป้องกันได้หรือไม่ ต้องดูแลแผลอย่างไรค่ะ

แผลเป็นเกิดจากสาเหตุอะไร?

  แผลเป็นเกิดจากกลไกการซ่อมแซมตัวเองหลังจากที่ผิวของเราบาดเจ็บ โดยผิวของเราจะซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ที่จะดึงขอบแผลเข้ามาชนกันและเติมเนื้อที่หายไป โดยปกติแล้วการซ่อมแซมของแผลไม่จำเป็นที่จะเกิดแผลเป็นทุกครั้ง อาจเกิดหรือไม่เกิดก็ได้

แผลเป็นมีกี่ชนิด? ป้องกันและรักษาอย่างไร?

สามารถแบ่งคร่าวๆ ได้ 4 ชนิด
  1. แผลเป็นชนิดนูน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 ชนิด แผลเป็นนูน คีลอยด์
    1. แผลเป็นนูนเกิน (Hypertrophic scar)
      • เกิดได้กับทุกคน แต่มักเกิดกับแผลในบริเวณที่มีความตึงมากเช่น แผ่นหลัง บ่า หน้าอก ข้อต่อหรือแผลเย็บที่มีการรั้งของแผลมาก
      • ลักษณะ: แผลเป็นนูนไม่เกิน 4 มิลลิเมตร ขนาดไม่ใหญ่กว่าแผลเดิม
      • การดำเนินโรค: ระยะแรกอาจจะมีสีแดง นูน เมื่อเวลาผ่านไปสีก็จะจางลงและอาจจะมีขนาดเล็กลงหรือเรียบไปเอง สามารถยุบได้เองภายใน 6 เดือนแรกถึง 3 ปี
      • การป้องกัน: สามารถป้องกันโดยการใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้หลังจากเกิดแผล
      • การรักษา: ฉีดตัวยาเข้าไปที่แผลให้แผลนูนยุบลง โดยจะฉีดต่อเนื่องทุกเดือนจนแผลเรียบ
    2. แผลเป็นคีลอยด์ (Keloids) (อ่านเพิ่มเติมต่อใน คีลอยด์คืออะไร-รักษาอย่างไร?)
      • อาจมีเรื่องพันธุ์กรรม เชื้อชาติมาเกี่ยวข้อง
      • เกิดหลังได้รับบาดแผลที่ผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นแผลจากการเจาะตามร่างกาย แผลไหม้ แผลจากสิว แผลผ่าตัด หรือในบ้างเคสแม้แต่แผลขีดข่วน แผลยุงกัดสามารถเกิดเป็นคีลอยด์ได้
      • ลักษณะ: แผลเป็นนูน อาจเป็นก้อน หรือขีดหนาๆ สีแดงหรือน้ำตาล เวลาจับจะแข็งๆคล้ายยางลบ ขยายขนาดเกินขอบแผลเดิมมาก อาจมีอาการคัน เจ็บๆ แสบๆ ได้
      • การดำเนินโรค: ขยายขนาดได้เรื่อยๆ ไม่หายเอง รักษายาก หลังรักษาแล้วอาจกลับมาขึ้นอีกได้ (อัตราการกลับมาขึ้นใหม่อยู่ที่ 50%)
      • การป้องกัน: สามารถป้องกันโดยการใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้หลังจากเกิดแผล แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ดีเหมือนกรณีแผลเป็นนูน
      • การรักษา: การรักษามีหลายวิธีขึ้นกับขนาดและตำแหน่ง เช่นการฉีดยาให้คีลอยด์ยุบ การใช้เลเซอร์หรือความเย็นจี้ออก การผ่าตัดเอาก้อนคีลอยด์ออก แต่ไม่ว่าเป็นการรักษาแบบไหนก็มีโอกาสที่คีลอยด์จะกลับมาเป็นซ้ำ หลังรักษาตัวหมอเองจะแนะนำให้คนไข้ใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้เสมอ
    3. รักษา คีลอยด์
  2. แผลเป็นบุ๋มหรือเป็นหลุม (Atrophic scar)
    • เกิดการทำลายของผิว ไขมันใต้ผิว จะเกิดแผลเป็นชนิดหลุม ร่วมถึงอาจเกิดผังผืดมาดึงรั้งด้านล่างของแผลทำให้หลุมดูลึกขึ้น
    • สาเหตุที่ทำให้เกิดหลุมคือการอักเสบของแผลที่มีมาก เช่น สิวอักเสบ สิวหัวช้าง แผลอีสุกอีใส
    • แบ่งได้ 3 ชนิดคือ หลุมจิก หลุมกล่อง หลุมแบบคลื่น ประเภท แผลเป็นบุ๋ม แผลหลุม
      1. หลุมจิก (Ice pick scar) ลักษณะเป็นหลุมปากแคบ (ไม่เกิน 2 มิลลิเมตร) ก้นแผลแหลมคล้ายรูปกรวย มีการทำลายไปถึงชั้นหนังแท้ เป็นชนิดที่ลึกสุดและรักษายากสุด
      2. หลุมกล่อง (Boxcar scar) ลักษณะคล้ายกล่อง ปากกว้าง (ขนาดประมาณ 1.5-4 มิลลิเมตร) ก้นแผลกว้าง ขอบหลุมจะคมชัด เป็นแผลที่เกิดในอีสุกอีใสหรือสิว
      3. หลุมคลื่น (Rolling scar) ลักษณะคล้ายคลื่น ขอบหลุมไม่คม โค้งคล้ายกระทะ (ขนาดประมาณ 4-5 มิลลิเมตร) เกิดจากการที่แผลมีผังผืดมาดึงรั้ง
    • การป้องกัน:
      • ในวัยรุ่น หากเป็นสิว ควรรีบรักษา ไม่ควรปล่อยไว้เรื้อรัง เนื่องจากสิวอักเสบทุกเม็ดมีโอกาสทำให้เกิดหลุมสิว
      • ควรฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส หากติดเชื้ออีสุกอีใสแล้ว ไม่ควรแกะหรือเกาแผล
    • การรักษา:
      • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอล วิตามินซีซึ่งมีงานวิจัยว่าช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้
      • ใช้ยาทา Tretinoin
      • ลอกผิวด้วยกรด
      • การทำเลเซอร์หรือคลื่นวิทยุเพื่อปลูกผิวใหม่
      • การฉีดสารเติมเต็มใต้ผิว
      • การตัดผังผืดใต้ผิว (Subcision)
      • การผ่าตัดแผลเป็นออก
  3. รักษา แผลเป็นบุ๋ม แผลหลุม
  4. รอยแตกลาย (Stretch marks) รอยแตกลาย เกิดจาก ป้องกัน รักษา
    • เกิดจาก: การฉีกขาดของผิวชั้นในจากการยืดของผิวอย่างรวดเร็ว เช่น ตั้งครรภ์, น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว, วัยรุ่นช่วงยืดตัว, ผู้ที่เล่นกล้ามหรือเกิดจากการใช้สเตอรอยด์นานๆ รวมถึงผู้มีกรรมพันธุ์ที่เกิดรอยแตกง่าย
    • ลักษณะ: รอยแตกเป็นริ้วยาวๆ มักเกิดตามบริเวณที่มีการยืดขยายอย่างรวดเร็ว
    • การดำเนินโรค: เริ่มแรกสีแดงระยะแรกรอยแตกจะเป็นสีแดงซึ่งเป็นสีของเส้นเลือดใต้ผิวหนังที่อยู่ใต้รอยฉีก และเมื่อเกิดการซ่อมแซม ก็จะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่มาทับทำให้รอยแตกลายจะเปลี่ยนเป็นสีขาวแวว และจะไม่สามารถกลับไปเป็นผิวปกติได้
    • การป้องกัน:
      • ทาครีมบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นเสมอ อาจเลือกเป็นกลุ่มน้ำมันหรือครีมเนื้อหนัก
      • ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีน
      • ควบคุมน้ำหนัก
    • การรักษา: โดยปกติจะรักษาด้วยเหตุผลเรื่องความสวยงาม การรักษาเพียงทำให้รอยแตกดีขึ้นมาก แต่ไม่สามารถทำให้ผิวบริเวณนั้นกลับมาเป็นปกติ 100%
      • การทายาหรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เช่น กรดวิตามินเอ วิตามินซี
      • การลอกผิวด้วยกรด
      • การทำเลเซอร์
      • ทำการกระชับผิวที่ยืดด้วยคลื่นวิทยุ
      • การฉีดตัวยา Mesotherapy
      • การฉีด Carboxy
      • การสักสีเข้าไปบริเวณแผลแตกลาย
  5. แผลที่มีการหดรั้งของแผล (Contracture scars) ทำให้เกิดการดึงรั้งหรือผิดรูปของอวัยวะเช่นแผลไหม้ (Burn)
    • การรักษา: มีตั้งแต่การผ่าตัดเพื่อตัดผังผืดที่รั้งออก ทำให้ข้อสามารถขยับได้ปกติ การฉีดยาให้แผลนูนยุบและนิ่มขึ้น รวมถึงการรักษาด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟูให้สามารถยืดหรือเหยียดข้อนั้นให้ปกติ

ปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลให้เกิดแผลเป็น?

  1. เหตุของการเกิดแผล เช่น แผลไฟไหม้เกิดแผลที่มีการหดรั้ง ติดไวรัสเช่นอีสุกอีใสเป็นแผลหลุมกล่องแผลผ่าตัด แผลแตกลาย
  2. ตำแหน่งและความรุนแรง เช่น บริเวณที่มีความตึงมากเช่นหน้าอก ข้อศอกชอบเกิดแผลนูน
  3. การรักษาที่ได้รับเมื่อเกิดแผลนั้น
  4. กรรมพันธุ์, เชื้อชาติ

แผลเป็นรักษาอย่างไรดี เกิดจากอะไร และป้องกันได้ยังไง Read More »

ผิวมัน สาเหตุและการรักษา

ผิวมัน สาเหตุและการรักษา

  ผิวมันอีกแล้ว กระดาษซับมันหมดเป็นกล่องก็ยังไม่หายมันสักที ปัญหาเหล่านี้หลายคนย่อมเคยเจอมาแล้วอย่างน้อยก็ช่วงวัยรุ่นหรือช่วงเรียนมหาลัย แต่ลองสังเกตกันไหมคะว่าความมันนั้นไม่ได้มันเท่ากันตลอดทุกวันหรือทุกช่วงเวลา บางวันหน้าก็มันมากแต่บางวันอาจจะตรงกันข้ามเลยซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุและแต่ละสาเหตุก็มีวิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกัน เรามาดูกันค่ะว่าจะรับมือกับปัญหาผิวมันอย่างไรดี

รักษาผิวมันด้วยอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเลเซอร์ลดหน้ามัน

หน้ามันเกิดจากสาเหตุอะไร?

  • น้ำมันหรือซีบัม(sebum) ถูกสร้างมาจากต่อมไขมัน
  • ต่อมไขมันจะอยู่รวมกับรูขุมขน โดยต่อมไขมันจะมีท่อมาเชื่อมต่อกับรูขุมขน ซีบัมจะขับออกสู่ผิวผ่านรูเปิดของรูขุมขน
  • ต่อมไขมันจะทำงาน
    • ตั้งแต่เป็นทารก ต่อมไขมันจะทำงานน้อย ผลิตน้ำมันออกมาไม่เยอะ ทำให้ถ้าเราสังเกตจะพบว่าในเด็ก ผิวจะไม่มัน ดูเนียน รูขุมขนดูแคบ ผิวละเอียด
    • เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ต่อมไขมันจะทำงานมากขึ้น 500% ซึ่งเกิดจากการหลั่งฮอร์โมนเพศ ส่งผลให้รูขุมขนดูกว้าง หน้ามัน เป็นสิว
    • เมื่ออายุมากขึ้นผิวจะมันลดลง ต่อมไขมันฝ่อและสร้างน้ำมัน

ประโยชน์ของซีบัมคืออะไร?

  • หน้าที่ของซีบัมคือสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวหนัง ช่วยเคลือบผิว ไม่ให้ผิวเสียน้ำไปง่าย
    • ถ้าผลิตน้ำมันหรือซีบัมได้น้อย ผิวจะแห้ง ผิวสูญเสียน้ำง่าย เกิดริ้วรอยง่าย ผิวระคายเคืองง่าย
    • ถ้าผลิตน้ำมันหรือซีบัมได้มาก ผิวจะมัน เกิดสิวง่าย รูขุมขนจะดูกว้าง ผิวดูหยาบ แต่เกิดริ้วรอยยากกว่าคนผิวแห้ง

รู้ได้อย่างไรว่าเรามีผิวหน้ามัน?

  1. มีปัญหารูขุมขนกว้าง
  2. ผิวมันวาว
  3. มีปัญหาสิวอักเสบ สิวอุดตันง่าย
  4. เครื่องสำอางติดไม่ทน หลุดออกง่าย
  5. หน้ามันอย่างรวดเร็วหลังจากล้างหน้า
ผิวมัน รักษา เลเซอร์
เลเซอร์ลดผิวมัน

ปัจจัยที่ทำให้ผิวมันคืออะไร?

  1. ฮอร์โมนเพศชายสูง โดยปกติเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเพศชายออก โดยฮอร์โมนเพศชายจะหลั่งทั้งในผู้ชายและผู้หญิง
    • ในผู้ชาย ทำให้มีลักษณะสมชาย คือมีหนวด มีขนตามตัว ผิวมัน เสียงเปลี่ยน ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อและกระดูก
    • ในผู้หญิง ช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อและกระดูก ผิวชุ่มชื้นไม่มันมาก แต่ถ้ามีฮอร์โมนเพศชายมากเกินไปอาจส่งผลให้มีหนวด มีขนตามตัวเยอะ ผิวมันมาก เป็นสิวง่าย หัวล้าน
    • โรคหรือภาวะใดก็ตามที่มีการเพิ่มของฮอร์โมนแอนโดรเจนเช่นถุงน้ำรังไข่ Polycystic ovarian syndrome (PCOS)
  2. ความเครียด จะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่ส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น หน้ามันมากขึ้น สิวขึ้นง่าย ความเครียดในที่นี้หมอหมายถึงความเครียดทั้งทางร่างกายเช่นการพักผ่อนไม่เพียงพอ การเจ็บป่วย และความเครียดด้านจิตใจเช่นความวิตกกังวล ความโกรธ
  3. อายุ อายุมากขึ้นผิวจะมันน้อยลงเนื่องจากต่อมไขมันทำงานน้อยลงและฝ่อไป
  4. อากาศร้อนชื้น ยิ่งร้อนยิ่งชื้น ผิวจะยิ่งมันง่าย
    • ประเทศภูมิอากาศร้อนชื้นแถบเส้นศูนย์สูตร
    • การใส่แมสทำให้อากาศบริเวณที่เราใส่แมสทับ ร้อนและชื้นจากลมหายใจ ทำให้ผิวบริเวณที่ใส่แมส มันกว่าปกติและเกิดสิวง่าย
  5. กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อแม่มีผิวมัน ลูกจะเพิ่มโอกาสผิวมัน

หน้ามันทำอย่างไรดี?

  • ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง 2 ครั้งต่อวัน เช้าและเย็น
  • ใช้กระดาษซับมันเพื่อซับความมันระหว่างวัน
  • เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพผิว
    • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ให้ใช้สบู่หรือโฟมล้างหน้าที่อ่อนโยน pH เป็นกรดอ่อนๆ ไม่รบกวนสมดุลผิว
    • ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ควรทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสม่ำเสมอ เพื่อให้ผิวแข็งแรง ไม่ระคายเคืองง่ายแต่เลือกผลิตภัณฑ์ที่เนื้อบางเบาไม่อุดตันง่าย เช่น พวกเซรั่ม เจลว่านหาง
    • ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและคุมความมัน เช่นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA, BHA, Niacinamide หรือวิตามิน B3
    • ผลิตภัณฑ์กันแดด ที่เนื้อบางเบา oil-free หรือ water based
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง, น้ำมันที่ผ่านกรรมวิธีหรือการแปรรูป ไขมันทรานส์และไขมันพืชที่สัดส่วน omega6:omega3 สูง, ผลิตภัณฑ์จากนมวัว (อ่านต่อใน 3 กลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากเป็นสิว)
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • กรณีมีปัญหาเรื่องประจำเดือนผิดปกติร่วมด้วย ควรหาสูตินารีแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
  • หากลองวิธีการดังกล่าวแล้วไม่เป็นผล อาจใช้เลเซอร์ที่จำเพาะต่อต่อมไขมันรักษาจะสามารถทำให้ผิวมันลดลงได้

รักษาผิวมันด้วยอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเลเซอร์ลดหน้ามัน

ผิวหน้ามันทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือครีมกันแดดได้หรือไม่?

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและครีมกันแดดเป็น The must ต้องทาเสมอถึงแม้มีผิวมันหรือเป็นสิวง่าย เพราะความชุ่มชื้นกับความมันเป็นคนละเรื่องกัน และแสงยูวีทำให้เกิดปัญหาผิวตามมามากมาย เพียงแต่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เนื้อบางเบา oil free เนื้อเจล เนื้อเซรั่ม หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำมันชนิดกระตุ้นสิว

ผิวมัน สาเหตุ รักษา

ผิวมัน สาเหตุและการรักษา Read More »

อาหารเสริม 5 ประเภทที่อาจช่วยเรื่องลดสิวได้

อาหารเสริม 5 ประเภทที่อาจช่วยเรื่องลดสิวได้

   เป็นสิวแล้วกินอะไรดีเพื่อให้สิวหายเร็วขึ้น ในบทความนี้จะแนะนำอาหารเสริมดีๆ ที่นอกจากจะช่วยให้สิวที่มีอยู่เดิมหายเร็วขึ้นแล้วยังจะช่วยป้องกันให้สิวเกิดขึ้นน้อยลงอีกด้วย

  อย่างไรก็ตาม อาหารเสริมที่จะพูดถึงต่อไปนี้ไม่ได้มีความสามารถในการรักษาสิวได้ดีเทียบเท่ายาหรือทรีตเมนต์ที่ใช้รักษาสิวโดยตรง ดังนั้นในคนไข้ที่เป็นสิวเยอะ รุนแรง ควรที่จะต้องปรึกษาหมอสิวก่อนทุกครั้งเพื่อหาสาเหตุของสิวและรักษาสิวให้ถูกวิธีก่อนที่จะเกิดหลุมสิวใหญ่ตามมา ซึ่งทำให้ต้องมาเสียเงินจำนวนมากในการรักษาหลุมสิว

  นอกจากจะมีอาหารเสริมที่ช่วยรักษาสิวแล้วทางมิ่งขวัญคลินิกก็มีบทความอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับคนเป็นสิวอีกด้วย สามารถกดเข้าไปอ่านได้เลยค่ะ >>> อาหาร 3 ประเภทที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่ต้องการเป็นสิว

ต้องการรักษาสิวครบวงจร
เรียนรู้คอร์สรักษาสิว Acne clear Max

โปรไบโอติก สิว

โปรไบโอติก (Probiotic)

  ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ได้พบความเชื่อมโยงระหว่างลำไส้และผิวพรรณ (Gut-Skin connection) โดยพบว่าโรคผิวหนังหลายโรค เช่น สิว ผิวแพ้ง่าย สิวหน้าแดง (Rosacea) สะเก็ดเงิน มีความสัมพันธ์กับการเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการลดลงของจุลินทรีย์ดี สิ่งที่ตามมาคือจุลินทรีย์หรือเชื้อก่อโรคจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบของผนังลำไส้และเกิดรอยแยก สารพิษในลำไส้จะสามารถผ่านรอยแยกนี้เข้าสู่กระแสเลือดได้ เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ดังนั้นการทานโปรไบโอติกจะไปยับยั้งต้นเหตุดังกล่าวและช่วยลดการอักเสบลง

  ที่คลินิกเราเองได้สังเกตเห็นว่าในคนไข้บางคนที่เป็นสิวอักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อได้รับประทานโปรไบโอติกก็พบว่าสิวอักเสบเกิดขึ้นน้อยลงและสามารถป้องกันสิวอักเสบในคนไข้บางคนได้สำเร็จอีกด้วย

ไฟเบอร์ สิว

ไฟเบอร์ (Fiber)

  มีชิ้นงานวิจัยที่พบว่าการรับประทานไฟเบอร์ 13 กรัม/มื้อจะช่วยทำให้สิวดีขึ้น ซึ่งที่จริงแล้วไฟเบอร์นั้นมาจากผักและผลไม้เป็นหลัก เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเราควรรับประทานผักและผลไม้ในแต่ละวันให้มาก (ขนาด สสส. ยังรณรงค์ให้เรากินผักและผลไม้ 4 ขีดต่อวันเลย) ไฟเบอร์นอกจากจะเป็นอาหารให้โปรไบโอติก (อาหารเสริมในข้อแรก) ทำให้เชื้อทำงานได้ดีขึ้นแล้วตัวไฟเบอร์เองยังช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น แก้ท้องผูก ชะลอวัย และยังป้องกันมะเร็งได้อีกด้วย

โอเมก้า 3 สิว

ไขมัน Omega-3

  ไขมัน Omega-3 มักพบในอาหารจากสัตว์ทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอล ปลากระพง หรือกลุ่มอาหารจำพวกไข่ นมถั่วเหลือง ถั่วต่างๆ ซึ่งโดยหลักการ Omega-3 เป็นไขมันที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกายจึงส่งผลทางอ้อมช่วยลดการอักเสบของสิวอีกทีนึง ได้มีการศึกษาในกลุ่มทดลองที่ให้รับประทานอาหารที่มีไขมัน Omega-3 มากๆ พบว่าสามารถลดสิวหัวดำ สิวอักเสบ สิวหัวช้างได้

ต้องการรักษาสิวครบวงจร
เรียนรู้คอร์สรักษาสิว Acne clear Max

สังกะสี สิว

สังกะสี (Zinc)

  เป็นกลุ่มแร่ธาตุที่ช่วยเรื่องผิวหนังและเส้นผม สังกะสีเป็นสารที่ลดกระบวนการอักเสบและสามารถยับยั้งแบคทีเรีย Propionibacterium acnes ซึ่งเป็นเชื้อโรคก่อสิว จึงส่งผลให้เป็นสิวลดลงได้ อาหารที่มีสังกะสีมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ หอย เมล็ดธัญพืช ไข่ สำหรับคนที่อยากใช้อาหารเสริมจะแสวงหา chelated zinc มารับประทานก็ไม่ผิดอะไรเช่นกัน

เกร็ดความรู้: สังกะสีนอกจากจะช่วยเรื่องสิวแล้ว ยังสามารถช่วยเรื่องเส้นผมโดยเฉพาะในคนไข้ที่มีอาการผมร่วงจากความเครียด ภาวะผมบางจากกรรมพันธุ์ได้อีกด้วย

วิตามินเอ สิว

วิตามินเอ (Vitamin A)

  ปกติวิตามินเอเป็นวิตามินที่ใช้ในการรักษาสิวอยู่แล้ว ด้วยสรรพคุณที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวจึงทำให้สิวอุดตันลดลง ทำให้ผิวเนียนเรียบและมีฤทธิ์ป้องกันสิวได้ดีอีกด้วย แต่วิตามินเอก็ถือเป็นดาบสองคมเพราะตัววิตามินเอเองทำให้ผิวหนังแห้ง แตก ลอกได้ง่ายจึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ในสตรีมีครรภ์ก็ไม่ควรรับประทานวิตามินเอมากจนเกินไปเพราะอาจส่งผลให้การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มีความผิดปกติขึ้นมาได้

  อาหารที่มีวิตามินเอสูง ได้แก่ ไข่ ตับ น้ำมันตับปลา ผักสีเหลืองส้ม (เช่น ฟักทอง แครอท) หรือผักใบเขียว (ผักโขม คะน้า ตำลึง)

อาหารเสริม 5 ประเภทที่อาจช่วยเรื่องลดสิวได้ Read More »

3 กลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง หากไม่อยากเป็นสิว!

3 กลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง หากไม่อยากเป็นสิว!

  “คนเป็นสิวมีอาหารแสลงหรืออาหารที่ต้องหลีกเลี่ยงด้วยเหรอ” คำถามนี้เป็นหนึ่งในข้อปฏิบัติตัวที่คนไข้สิวหลายคนไม่รู้ ทำให้เมื่อทานอาหารเหล่านี้เข้าไปจึงเกิดปัญหาสิวขึ้นมา คนที่มีสิวมากอยู่แล้วก็ยิ่งเห่อหนักขึ้นไปอีก ในปัจจุบันเราได้ค้นพบว่าอาหารบางอย่างจะไปรบกวนสมดุลในร่างกายหรือทำให้ฮอร์โมนบางตัวมีระดับเปลี่ยนแปลงไปแล้วกระตุ้นสิวขึ้นมาได้

  อาหารที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นเพียงแค่คำแนะนำกว้างๆ ที่แม้แต่รายงานทางการแพทย์ก็ยังไม่ฟันธง 100% ดังนั้นจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงแต่พอดีและควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งนะคะ

  นอกจากจะมีอาหารต้องห้ามแล้วทางมิ่งขวัญคลินิกก็มีบทความอาหารเสริมที่ช่วยทำให้สิวดีขึ้น สามารถกดเข้าไปอ่านได้เลยค่ะ >>> อาหารเสริมที่ช่วยให้สิวดีขึ้น

รักษาสิวอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยดีท็อกสิวและเลเซอร์

3 กลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง หากไม่อยากเป็นสิว

  • You are what you eat กินอย่างไร ส่งผลต่อร่างกายอย่างนั้น เป็นประโยคที่เป็นความจริงค่ะ อาหารส่งผลต่อร่างกาย กินอาหารดีมีประโยชน์ ส่งผลให้สุขภาพดี กินอาหารไม่ดี สุขภาพย่อมเสื่อมโทรมสิ่งนี้ไม่ได้ส่งผลต่อระบบภายในเท่านั้น แต่ส่งผลต่อเรื่องผิวพรรณอีกด้วย
  • อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากเป็นสิวหลักๆจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มค่ะ
น้ำตาล สิว

กลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่มีดัชนีน้ำตาลสูง ( High glycemic index)

  คืออาหารตระกูลแป้งหรือน้ำตาลที่เมื่อทานเข้าไปแล้วถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วๆ ทานบ่อยๆ ทานมากๆ จะส่งผลให้เกิดภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin resistance) จะส่งผลในการกระตุ้นให้มีการสร้างฮอร์โมนแอนโดนเจนมากขึ้น ซึ่งทำให้ต่อมไขมันขับน้ำมันออกมามากขึ้น กระตุ้นให้เกิดสิวและการอักเสบตามมาอีกด้วย

  • กลุ่มนี้จะเป็นแป้งหรือน้ำตาลสูงและมีไฟเบอร์อยู่น้อยหรือไม่มีไฟเบอร์ เช่น น้ำตาล ข้าวขาว แป้งขาวเส้นพาสต้า ขนมปังขาว น้ำอัดลม น้ำหวาน ชานมไข่มุก เค้ก เบเกอรี่ แครกเกอร์ เฟรนฟราย ขนมถุงน้ำผลไม้ อาหารจั้งฟูด
นม ผลิตภัณฑ์จากนม สิว

นมและผลิตภัณฑ์จากนม (Milk and Dairy products)

  เมื่อดื่มนมหรือบริโภคผลิตภัณฑ์จากนม จะทำให้มีร่างกายการหลั่งฮอร์โมน IGF-1 ซึ่งกระตุ้นให้เกิดสิวและการอักเสบตามมา และฮอร์โมนในนมเองยัง สามารถกระตุ้นให้ร่างกายเกิดสิว นอกจากนี้ผู้ที่มีปัญหาแพ้น้ำตาลในนมวัว ซึ่งพบมากถึง 90% ในประชากรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจเกิดปัญหาสิวตามมาจากปฏิกิริยาการแพ้น้ำตาลแลคโตส

  • เลี่ยงนมวัว นมปรุงรส (ช๊อคโกแลต, รสหวาน, นมเปรี้ยว) เวย์โปรตีน+++
น้ำมัน สิว

น้ำมันที่ผ่านกรรมวิธีหรือการแปรรูป

  ไขมันทรานส์และไขมันพืชที่สัดส่วน omega6:omega3 สูง เกิดสิวและการอักเสบตามมา

  • น้ำมันควรเลี่ยง: น้ำมันพืชเช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันจากคาโนล่า น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว เนยขาว มาการีน

น้ำมันที่ทานได้: น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันจากอาโวคาโด

รักษาสิวอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยดีท็อกสิวและเลเซอร์

อาหาร หลีกเลี่ยง สิว

3 กลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง หากไม่อยากเป็นสิว! Read More »

ไม่อยากเป็นสิว รู้จักสาเหตุและวิธีการรักษาสิวกันเถอะ

ไม่อยากเป็นสิว รู้จักสาเหตุและวิธีการรักษาสิวกันเถอะ

  การรู้ถึงสาเหตุและวิธีการรักษาสิวถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพิชิตสิวให้หายขาดได้ สำหรับคนที่เป็นสิวนั้นย่อมเคยผ่านการลองผิดลองถูกมาบ้างไม่น้อยซึ่งในกรณีที่สิวไม่รุนแรงหรือมีปริมาณน้อยก็อาจจะสามารถรักษาให้หายเองได้ แต่ถ้าสิวที่ขึ้นนั้นมีปริมาณมากและมีความรุนแรง เช่น สิวอักเสบมาก สิวกลัดเป็นหนองขนาดใหญ่ กรณีนี้นอกจากจะรักษาด้วยตนเองไม่หายขาดแล้วยังอาจทำให้สิวรุนแรงมากกว่าเดิมจนทำให้เป็นปัญหาใหญ่ตามมาคือเป็นหลุมสิวจำนวนมากได้
  ดังนั้นการรักษาสิวที่ดีจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงต้นกำเนิดของตัวสิวเองว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร การเปลี่ยนแปลงจากสิวไม่อักเสบเป็นสิวอักเสบรวมถึงการทำให้เกิดหลุมสิว ในบทความนี้เราจะลงรายละเอียดในประเด็นสาเหตุและการรักษาสิวค่ะ
  สำหรับคนที่ต้องการเรียนรู้เรื่องหลุมสิวเป็นหลัก แนะนำให้กดเข้าไปอ่านในบทความนี้ก่อนค่ะ >>> หลุมสิว

ต้องการรักษาสิวครบวงจร
เรียนรู้คอร์สรักษาสิว Acne clear Max

สิวคืออะไร?

  • โรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดจากการอุดตันของไขมันหรือ sebumในรูขุมขน
  • เกิดเป็นหัวสิวหรือ comedones หากมีตัวกระตุ้นอาจเกิดการอักเสบ (ปวด, บวม, แดง, ร้อน, เป็นหนอง)
  • ถ้าเกิดการอักเสบ จะส่งผลข้างเคียงเช่น รอยแดง รอยดำ หลุมสิว แผลเป็นตามมาได้

พบสิวที่บริเวณใด?

 มักพบบริเวณผิวที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่อยู่กันอย่างหนาแน่นเช่นใบหน้า คอ หน้าอก แผ่นหลัง

กลไกการเกิดสิวเกิดได้อย่างไร?

กลไกการเกิดสิวเกิดจากสาเหตุหลัก 3 ประการ

  1. ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น (Seborrhea) เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นให้ต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ขึ้นและผลิตไขมันออกมามากขึ้นถึง 500% ต่อมไขมันจะมีท่อเชื่อมเข้าไปในรูขุมขน ไขมันจะออกมาทางรูเปิดของรูขุมขน หากมีการขับหรือระบายของไขมันไม่ทัน ก็จะเกิดการสะสมและค้างของไขมันในรูขุมขน (อ่านต่อใน หน้ามันเกิดจากอะไร รักษาอย่างไร?)
  2. ภาวะขี้ไคลบริเวณรูขุมขนหนาตัวขึ้นผิดปกติ (Hyperkeratosis) สาเหตุเกิดจากไขมันที่ผลิตออกมากระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังบริเวณรูเปิดรูขุมขนสร้างขี้ไคลมากกว่าปกติ
  3. เชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes เพิ่มจำนวนมากขึ้น (Microbial colonization) เมื่อเกิดการอุดตันของรูขุมขนจะเกิดภาวะที่ไร้ออกซิเจนในรูขุมขน ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เชื้อเพิ่มจำนวนได้ดีเนื่องจาก Cutibacterium acnes เป็นแบคทีเรียที่ไม่ต้องการออกซิเจนหรือ anaerobes แบคทีเรียตัวนี้จะปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสลายไขมัน เพิ่มปริมาณสารกระตุ้นอักเสบ ส่งผลให้มีการอักเสบตามมา
กลไก การเกิด สิว

ต้องการรักษาสิวครบวงจร
เรียนรู้คอร์สรักษาสิว Acne clear Max

สิวมีกี่ชนิด?

สิวสามารถแบ่งหลักๆได้ 2 ชนิด คือ

  1. สิวไม่อักเสบ (non-inflammatory acne) สิวชนิดนี้จะไม่มีการปวด บวม แดง ร้อน เป็นหนองได้แก่สิวหัวขาว (สิวหัวปิด) และสิวหัวดำ (สิวหัวเปิด)
  2. สิวอักเสบ (inflammatory acne) มีลักษณะคือปวด บวม แดง ร้อนหรือเป็นหนองได้ โดยปกติสิวชนิดนี้มักทำเกิดผลข้างเคียงตามมาได้แก่รอยแดง รอยดำและหลุมสิว
ชนิด สิว

อะไรเป็นสาเหตุการเกิดสิว?

อาจแบ่งง่ายๆ เป็น 2 ปัจจัย คือ

  1. ปัจจัยภายใน คือปัจจัยจากภายในร่างกายเราเอง
    • กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อหรือแม่มีปัญหาสิวรุนแรง ลูกเมื่อเข้าวัยรุ่นมักมีปัญหาสิวด้วย
    • ระดับฮอร์โมนเพศ (อ่านเพิ่มเติมใน เรื่องของฮอร์โมนกับผิว)
      • แอนโดนเจนเป็นฮอร์โมนเพศชายที่จะเริ่มหลั่งออกมาเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น โดยจะหลั่งทั้งในเพศชายและหญิง เป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ส่งผลให้เมื่อเข้าวัยรุ่นผิวจะมันขึ้น รูขุมขนดูกว้างถ่างและเกิดสิวได้ง่าย
      • โปรเจสเตอโรนเป็นฮอร์โมนในเพศหญิง ที่จะหลั่งออกมามากช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือช่วงตั้งครรภ์ เป็นฮอร์โมนที่ส่งผลให้มีการบวมของรูขุมขน ทำให้เกิดสิวได้ง่ายขึ้น
  2. ปัจจัยภายนอก คือปัจจัยที่เกิดจากพฤติกรรม การนอน การทานอาหาร การใช้เครื่องสำอาง ยาสภาพแวดล้อม ซึ่งสามารถป้องกันได้
    • อาหาร (อ่านเพิ่มเติมใน 3 กลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากเป็นสิว)
    • ยาบางชนิด เช่น ยากันชักสเตียรอยด์ (ในรูปแบบการทา, กิน, ฉีด)
    • เครื่องสำอาง เช่น รองพื้นครีมเนื้อหนักๆ ครีมใส่ผม น้ำมันหรือแว็กส์ใส่ผม
    • ความเครียดจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น
    • นอนน้อยกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น
สาเหตุ สิว

การรักษาสิวทำอย่างไร?

  • มาตรฐานในการรักษาสิวในปัจจุบันมีทั้งยาทาและยารับประทาน โดยจะใช้การทายาเป็นพื้นฐานในทุกๆเคส และเสริมยารับประทานในเคสที่มีความรุนแรงมากขึ้น
  • คนไข้ต้องเข้าใจพื้นฐานการดูแลผิว หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสิว
  • นอกจากนี้เราสามารถเสริมการรักษาสิวด้วยการทำทรีทเม้นท์รักษาสิว การกดสิว การฉีดสิว การดีท็อกซ์ผิว การใช้เลเซอร์ การฉายแสงสีฟ้าเพื่อให้สิวหายเร็วขึ้น ลดผลข้างเคียงที่เกิดจากการเป็นสิว (อ่านเพิ่มเติมใน Acne clear max)
  • ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาสิวจะใช้เวลา 4 อาทิตย์ถึง 6 เดือนขึ้นกับความรุนแรง
  • โดยแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่เป็นสิว เพื่อให้การรักษาสิวมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดความรุนแรงได้อย่างรวดเร็วและป้องกันผลข้างเคียงจากการเป็นสิวที่เป็นแล้วเป็นเลยเช่นหลุมสิว ที่ถึงแม้ว่าทำการรักษาโดยนวัตกรรมหลายชนิด ผลลัพธ์ก็จะไม่ 100% ดังนั้นถ้าเป็นสิว ต้องรีบหาย อย่าปล่อยยืดเยื้อ

ไม่อยากเป็นสิว รู้จักสาเหตุและวิธีการรักษาสิวกันเถอะ Read More »